ช่วงนี้หันไปทางไหนหรือเดินไปที่ใด ก็คงจะเห็นแต่คำว่า ‘เจ’ กับธงสีเหลืองระบาดอยู่เต็มไปหมด ทั้งร้านอาหาร ศูนย์การค้า หรือแม้แต่หน้าจอโทรทัศน์
แน่นอน เพราะอย่างที่ทราบว่า ประเพณีกินเจได้เวียนกลับมาอีกรอบ ทำให้หลายๆ คนต้องเตรียมปรับเปลี่ยนชีวิต
ประจำวันอย่างเร่งด่วน เพราะรู้ว่าประเพณีนี้มีข้อห้ามสารพัด เนื้อสัตว์ก็กินไม่ได้ ของที่มาจากสัตว์อย่าง นม (โค, แพะ) หรือน้ำปลาก็ห้ามเด็ดขาด แม้แต่ผักกลิ่นฉุนๆ ก็ต้องขอผ่าน งานนี้ทำให้หลายคนถึงกลับหัววุ่น เพราะไม่รู้ว่าจะพลาดท่าละเมิดกฎตอนนั้นกันแน่
แต่ถึงจะข้อปฏิบัติเยอะแยะมาก ทว่าหลายๆ คนก็ตัดสินใจเลือกแล้วว่าจะขอกินเจ ซึ่งงานนี้ไม่ได้มีแต่คนสูงวัยเท่านั้นที่จะตกลงปลงใจ เพราะแม้แต่เด็กๆ วัยรุ่นจำนวนมากก็กินเช่นกัน |
ทราย-ณัฐสุดา เทพวงค์ อดีตนักศึกษาปี 1 จากมหาวิทยาลัยศิลปากร ซึ่งกำลังเตรียมแอดมิสชันส์อีกรอบ ก็เป็นอีกผู้หนึ่งที่ตัดสินใจกินเจ ตั้งแต่อยู่ชั้นประถมศึกษา โดยสาเหตุสำคัญมาจาก เธอมีพื้นเพเป็นคนภูเก็ต ซึ่งว่ากันว่าเป็นดินแดนแห่งการกินเจอย่างแท้จริง
“ทรายกินเจมาตั้งแต่เด็กแล้ว คือเรากินตามกันมา และที่ภูเก็ตมันก็ต้องกินด้วย ไม่กินจะดูเป็นเรื่องแปลกไปเลย (หัวเราะ) ที่สำคัญทรายเองก็เป็นคนชอบกินผักอยู่แล้ว ถึงไม่มีเทศกาลกินเจ ก็กินผักอยู่เป็นประจำอยู่แล้ว ซึ่งช่วงปกติในกรุงเทพฯ หาผักกินยาก พอถึงช่วงกินเจก็เลยได้โอกาสทันที อย่างช่วงที่ชอบสุด ก็คือตอนที่ไปเดินตามเยาวราชแล้วหาของกิน ซึ่งที่กินบ่อยๆ เลยก็จะเป็นพวกของทอด อย่างเต้าหู้ทอด ข้าวโพดทอด อร่อยดี”
เมื่อถามถึงบรรยากาศรอบข้างว่า ชอบกินเจกันบ้างไหม สาวภูเก็ตเล่าว่า ส่วนใหญ่ไม่ค่อยกินกันเท่าไหร่ โดยเหตุผลก็น่าจะมาจาก เพื่อนๆ ไม่ชอบกินผักกัน หรือบางคนที่อยากลอง แต่พอทำไปแล้วก็ไม่ประสบความสำเร็จ
“คนที่ลองกินเจ ส่วนใหญ่จะอยากลองมากกว่า ไม่ได้ตั้งใจจริง แต่กินจริงๆ ไม่มีหรอกคะ ส่วนใหญ่จะอดทนไม่ไหว (หัวเราะ) ที่สำคัญครอบครัวไม่กินด้วย ซึ่งตรงนี้สำคัญที่สุด หากไม่ช่วยจะลำบาก แต่ทรายมีเคล็ดลับก็คือ ช่วงแรกๆ จะถือว่าหนักสุด กลิ่นมาก็เริ่มไปแล้ว ตอนนี้เราต้องอดทนสุดๆ แต่พอผ่านไปได้สัก 3 วันก็จะเริ่มอยู่ตัว ไม่ต้องสนใจไปเอง” |
ฟังผู้มีประสบการณ์ช่ำชองไปแล้ว คราวนี้ไปลองดูมือใหม่ อย่าง แจน-วิสุนีย์ ภู่วุฒิกุล นิสิตชั้นปีที่ 4 คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กันบ้าง โดยเธอเริ่มกินมาแล้วประมาณ 2-3 ปี แต่ยังไม่มีปีไหนที่กินสำเร็จสักที
“สาเหตุที่กินเป็นเพราะที่บ้านกินเจกันหมดเลยคะ อาหารก็เลยมีแต่อาหารเจอย่างเดียว แถมมันอยู่ในช่วงปิดเทอมด้วย ก็เลยคิดว่ากินก็ได้ ถือเป็นการช่วยสัตว์โลกอีกทาง (หัวเราะ) ที่สำคัญ แจนว่าช่วงนี้ถือว่า ช่วงนี้เป็นช่วงพิเศษที่จะมีอาหารแบบนี้ให้กิน ปีเดียวมีแค่ครั้งเดียว”
แน่นอน ปัญหาสำคัญอย่างหนึ่งของคนหัดกินเจ โดยเฉพาะสาวแจนก็คือ ไม่ชอบกินผัก ที่สำคัญเวลาไม่ได้กินเนื้อสัตว์แล้วรู้สึกไม่ค่อยอิ่มเท่าไหร่ ซึ่งอาจจะเป็นเพราะไม่คุ้นกับอาหารประเภทนี้ ทางออกที่ดีที่สุดก็คือ ต้องกินพวกโปรตีนเกษตรแทน
แต่นั่นก็ไม่ใช่ปัญหาสำคัญของน้องใหม่ของวงการ เพราะข้อจำกัดของเจที่ทำให้ทรายท้อที่สุด ก็คือกฎที่หยุมหยิมซึ่งอาจจะง่ายต่อการเผอเรอหรือเจแตกได้ง่ายๆ เช่น เครื่องปรุงเล็กๆ น้อยๆ ซึ่งคาดไม่ถึงว่าอย่างพริกน้ำปลา หรือกระทะทำอาหารซึ่งไม่ต้องปะปนกับอาหารที่ผสมเนื้อสัตว์มาแล้ว พูดง่ายๆ ก็คือต้องล้างซะก่อน ทำอาหารเจ ไม่เช่นนั้นก็ไม่รอด
“จำได้ว่าปีแรกหนักมากๆ ทรมานสุดๆ เวลาไปเดินห้างกับเพื่อนก็พยายามบอกตัวเองว่าไม่ๆๆๆ พอตอนหลังก็เริ่มอยู่ตัว ไม่สนใจไปเอง แต่ที่แย่ก็คือ สุดท้ายมันแตกเองโดยไม่รู้ตัว เพราะไปกินพริกน้ำปลา พอกินแล้วเพื่อนก็ถามว่า มันเป็นเจเหรอ? ตอนนั้นเซ็งมากๆ เพราะกินไปได้ 5 วันแล้ว คือมันตั้งครึ่งทางแล้ว (น้ำเสียงเสียดาย)”
เมื่อถามถึงความคุ้มค่าที่เกิดขึ้นในชีวิต แจนบอกว่า โดยส่วนตัวยังไม่รู้สึก แต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้เธอเปลี่ยนไปเลยก็คือ การกินเจเหมือนเป็นการบังคับตัวเองไปโดยปริยาย อะไรบางอย่างที่ไม่เคยชอบกินมาก่อน อย่างถั่วงอกก็ต้องพยายามกิน เพราะหากไม่กินก็จะรู้สึกไม่อิ่มท้อง ซึ่งนั่นก็ถือเป็นข้อดีอย่างหนึ่งที่เธอพบ
“แจนว่าคนส่วนใหญ่อยากจะลองกินเจทั้งนั้นแหละ แต่คนที่กินจริงๆ ส่วนใหญ่จะมาจากครอบครัวชาวจีนเป็นหลัก พ่อแม่อาจจะบังคับหรือขอร้องให้กินมากกว่า ส่วนกระแสชักชวนในหมู่เพื่อน ยังไม่เห็น แต่ถ้าถามว่ากินได้อะไรไหม แจนว่าตัวเองยังไม่ได้ คงต้องรอให้ประสบความสำเร็จก่อนมั้ง (หัวเราะ)” |
จากคำบอกเล่าของวัยรุ่นทั้งสองคนนั้น ทำให้เห็นได้ชัดว่า ทุกวันนี้คนรุ่นใหม่ที่จะกินเจ ส่วนใหญ่นั้น หากไม่มีพื้นฐานของครอบครัวเป็นตัวเกื้อหนุน ก็มักจะเป็นความอยากทดลองเป็นตัวกระตุ้นสำคัญ และเมื่อทำไม่สำเร็จหรือผิดพลาด ก็เลิกทำไปโดยปริยาย ซึ่งเรื่องนี้ รศ.แสงอรุณ กนกพงศ์ชัย อาจารย์ประจำคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ ในฐานะของผู้เชี่ยวชาญเรื่องวัฒนธรรมจีน ก็มองว่า นี่เป็นวิสัยปกติอย่างหนึ่งของคนรุ่นนี้ที่ชอบลองโน้นลองนี้ แต่จุดหนึ่งที่ถือว่าน่าจับตามองมากที่สุด ก็คือความเข้าใจที่มีต่อประเพณีกินเจซึ่งเปลี่ยนไปอย่างมาก จากเดิมที่เป็นประเพณีศักดิ์สิทธิ์ก็กลับกลายเป็นการโฆษณาชวนเชื่อแทน
“การกินเจตอนนี้มันบิดพลันไปจากอดีตเยอะมาก คนที่เขาศรัทธาจริงๆ นุ่งขาวห่มขาวก็ทำเป็นด้วยใจ แต่ตอนหลังก็ไม่รู้ว่ามันเป็นแฟชั่นหรือเปล่า แต่สิ่งหนึ่งที่สังเกตได้ก็คือสิบกว่าปีมานี้ โฆษณากินเจ มันมากมายมหาศาลจนอาจจะเรียกว่าเป็นทุนนิยมไปแล้ว เดี๋ยวก็โฆษณาซีอิ้วขาว เดี๋ยวก็โฆษณานมเจ”
ซึ่งเมื่อกระแสเหล่านี้มาประทะกับวัยรุ่น จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะวัยรุ่นจำนวนหนึ่งเฮโลตามกระแสนี้ ซึ่งสำหรับ รศ.แสงอรุณแล้ว ก็ถือว่าตรงนี้เป็นทางเลือกมากกว่า แถมดีไม่ดีก็อาจจะมีวัยรุ่นบางคนที่ตั้งใจจะกินเจด้วยใจจริงด้วยซ้ำไป
แต่ทั้งนี้ก็ควรจะไม่ลืมที่เข้าใจวัตถุประสงค์สำคัญของการกินเจด้วยว่า มันคือห้วงเวลาแห่งการชำระจิตใจ และการเปิดโอกาสให้ได้ทบทวนตัวเองว่าตลอดหนึ่งปีมานี้ ใช้ชีวิตอย่างไรบ้าง มีอะไรผิดพลาดไปบ้าง พูดง่ายๆ ก็เปรียบเทียบได้กับการถือศีลอด ของชาวมุสลิม หรือเทศกาลเข้าพรรษาของพระพุทธศาสนา เพราะหากไม่เข้าใจตรงนี้ว่าทำไปเพื่ออะไรกันแน่ และมัวยึดมั่นแต่ประเพณีที่เป็นรูปแบบเพียงอย่างเดียวเท่านั้น
สุดท้ายสิ่งที่ทำไปก็จะไม่มีประโยชน์หรือคุณค่าอย่างที่ควรจะเป็นเลย
>>>>>>>>>>
……..
เรื่อง : หมาเฒ่า
ภาพ : อดิศร ฉาบสูงเนิน
ข้อมูลจาก :
 |
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น